Powered By Blogger

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วาสนา







มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน
เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน
ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด
เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมาก ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ


เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น
ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา
เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู
เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต
ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย
ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้
ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย
เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา ก็เข้ามา!


เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า
ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง
สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ
เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ
ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน
เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล

ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา
ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น
เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา
เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ
ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด
เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา
เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป


จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น
และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2 แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก


ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม
ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ
ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ
จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน


เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก
หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด

^_^ คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,
ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย
เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่ ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ คุณได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้

ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ ^_^

ความสุขอยู่ที่ใด






> ความสุข เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
> ความสุขไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่ไปถึง
>
> คุณบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงาน และมีลูก ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้น
> แต่เมื่อมีลูก และลูกของคุณยังเล็กอยู่ คุณก็เกิดความรู้สึกว่า
> เมื่อเขาโตขึ้นเราคงมีความสุขและสบายขึ้น
>
> แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น
> คุณกลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกครั้ง
> และเมื่อลูกๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้
> คุณคิดว่า คุณจะมีความสุขมากขึ้น
> แต่คุณกลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูกๆ
> จัดการกับตัวของเค้าเองให้เรียบร้อยดีเสียก่อน
>
> บางครั้งคุณคิดว่า ถ้าคุณมีบ้าน มีรถ มีวันหยุดพักร้อนนานๆ
> และเมื่อถึงวันเกษียณอายุการทำงาน
> ชีวิตของคุณจะมีความสุขมากที่สุด
> แต่เมื่อเกษียนแล้วก็จริง แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุขสักที
>
> ความสุขของชีวิตอยู่ที่ไหนกัน ?
> แท้จริงแล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ ช่วงเวลาปัจจุบัน
> ไม่ต้องรอให้ความสุขมาหาเราในอนาคต
> เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบัน
>
> ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่างๆ
> หรือบททดสอบชีวิตอันยากเข็ญ
> แต่ในที่สุดเราก็จะต้องก้าวผ่านไป อุปสรรคกับชีวิตเป็นของคู่กัน
> ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเรา
> ที่ต้องหาความสุขและความพึงพอใจจากการเดินทางบนถนนแห่งชีวิตนี้ซึ่งจะทำให้ ชีวิตมีความสุข
> มากกว่าที่จะรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน
> แล้วถึงจะมีความสุขได้
>
> เริ่มหยุดพูดกับตัวเองเสียทีว่า
> ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สัก 5 กิโล ฉันถึงจะมีความสุข
> ถ้าฉันได้แต่งงาน ฉันถึงจะมีความสุข
> ถ้าผมมีเงินเก็บ 10 ล้าน ผมถึงจะมีความสุข
> ถ้าผมรวย ผมถึงจะมีความสุข
> ถ้าคุณหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข
> และคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต
>
> ตอบคำถาม ต่อไปนี้
> 1. บอกชื่อคน 3 คน ที่รวยที่สุดในโลก
> 2. บอกชื่อนางงามจักรวาล 3 คนล่าสุด
> 3. บอกชื่อ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนล่าสุด
> 4. บอกชื่อนักแสดงนำชาย 3 คนล่าสุด ที่ได้รับรางวัลออสการ์
>
> นึกไม่ออกใช่ไหม? ไม่ใช่เรื่องแปลก
> ไม่มีใครหรอกที่จะจดจำคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด
> คนที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ก็ล้วนล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา
> รางวัลต่างๆ เมื่อวางไว้นาน ก็จะถูกฝุ่นจับ แม้แต่ผู้ชนะก็จะถูกลืมในไม่ช้า
>
> ตอบคำถาม ต่อไปนี้
> 1. บอกชื่ออาจารย์ 3 ท่านที่เคยช่วยเหลือคุณในเรื่องการเรียน
> 2. บอกชื่อเพื่อน 3 คนที่ช่วยเหลือคุณในยามที่คุณต้องการ
> 3. นึกถึงคน 3 คนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า คุณได้เป็นคนพิเศษ
> 4. บอกชื่อคน 3 คนที่คุณอยากใช้เวลาด้วย
>
> นึกออกง่ายกว่าใช่ไหม? นั่นเป็นเพราะว่า
> คนที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ
> ไม่ได้เป็นคนที่ต้องเป็นที่สุด
> ไม่ได้มีเงินมากที่สุด ไม่ต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
> เพราะยังมีคนใกล้ตัวคุณอีกหลายคน
> ที่ห่วงใยคุณ คอยให้การดูแลคุณ
> และเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณ
>
> ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะมีความสุข
> มากกว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้..
> ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับช่วงเวลาปัจจุบัน
>
> สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่ กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้
>
> ๑. อย่าเปรียบเทียบ ชีวิตของตัว เองกับคนอื่น
> คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขา มีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง
> ๒. อย่าคิดทางลบ เกี่ยวกับ เรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้
> แทนที่จะมองโลก ในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิด ทางบวก ณ
> ปัจจุบันเสีย
> ๓. อย่าทำอะไร เกินกว่าที่ตัวเองทำได้ ...รู้ว่ าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
> ๔..อย่าเอา จริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขา
> ไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
> ๕. อย่า เสียเวลา และพลังงานอันมีค่าของคุณ กับ เรื่องหยุมหยิม
> หรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง
> ๖. จงฝันตอนตื่น มากกว่าตอน หลับ
> ๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่า คุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว
> ๘. ลืมเรื่อง ขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามี
> หรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
> ๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร... จงอย่าเกลียดคนอื่น
> ๑๐.ประกาศ สงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
> ๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
> ๑๒.จงเข้าใจเสียว่า ชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียน รู้ และ ปัญหาเป็น
> เพียง ส่วนหนึ่งของหลักสูตร ซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต
> ๑๓. จง ยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
> ๑๔. คุณ ไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถก เถียงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
>
> แล้ว เราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ?
>
> ๑. อย่าลืมโทรฯหาคนที่คุณรักและรักคุณบ่อย ๆ
> ๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน
> ๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
> ๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6ขวบ
> ๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
> ๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่ เรื่องของคุณสัก หน่อย
> ๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็น อันขาด และ
> ถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้ , ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้
> ๑. ทำสิ่งที่ควรทำ
> ๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์,จงทิ้งไปเสีย...เก็บไว้ทำไม ?
> ๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผล ทุกอย่างได้
> ๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยว มันก็เปลี่ยน
> ๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุก จากเตียง,แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน ด้วย... get up, dress up and show up.
> ๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
> ๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
> ๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุขเสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า

ขอบคุณคนที่ส่งต่อเรื่องดีๆแบบนี้มาให้คะ

อย่าใช้ยางลบ







เวลาเราใช้ดินสอวาดภาพ

เราห้ามใช้ยางลบ

ตอนนั้น ฉันไม่เข้าใจจุดประสงค์ของครูสักเท่าไหร่

รู้เพียงแต่ว่าเวลาฉันวาดภาพแล้วเส้นมันบิดเบี้ยว

ฉันก็อยากแก้ให้มันตรงสวย

แต่ทุกครั้งที่ฉันหยิบยางลบขึ้นมาเพื่อจะลบภาพนั้น

ครูของฉันก็จะเตือนถึงกติกานั้นเสมอ

สุดท้ายฉันจึงเลือกใช้วิธีต่อเติมภาพๆ นั้นไปตามจินตนาการ

เช่นถ้าฉันตั้งใจวาดรูปหน้าคน แต่ฉันเผลอวาดดวงตากลมโตเกินไป

ฉันก็จะใช้วิธีเปลี่ยนตากลมๆ นั้นเป็นแว่นตาแทน

แม้ตอนนั้นฉันจะไม่เข้าใจว่า

ทำไมฉันจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ

และแม้ฉันจะไม่เคยคิดวาดรูปหน้าคนใส่แว่นตามาก่อน

แต่ฉันก็ได้รูปหน้าคนตามที่ต้องการ แถมยังภูมิใจว่า

ฉันสามารถวาดภาพๆนั้นด้วยความมั่นใจ

และไม่ต้องใช้ยางลบลบภาพเลยสักครั้ง

เวลาผ่านไป ฉันโตขึ้น ฉันเรียนรู้ว่า สิ่งที่ครูสอนวันนั้น

แท้จริงแล้วมันปลูกฝังนิสัยหนึ่งให้กับฉัน นั่นคือ

การเข้าใจธรรมชาติของความผิดพลาด

ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนทุกคน

และในชีวิตหนึ่งนี้ก็มีหลายครั้งที่ฉันได้พบมันโดยไม่ตั้งใจ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันยอมรับความผิดพลาดเหล่านั้น

และรวบรวมสติเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ก็คือ

การที่ฉันเข้าใจว่าธรรมชาติของความผิดพลาด คือการที่มันเกิดขึ้นแล้ว

จะคงอยู่อย่างถาวรฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ ลบความผิดพลาด

แต่ฉันจำเป็นต้องใช้สมองต่อเติมแก้ไขภาพวาดของฉันให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง

ดังนั้น ถ้าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นกับเราแล้ว

การที่เราจะมานั่งร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนขอแหกกฎ

เพื่อใช้ยางลบกลับไปลบแก้ไขมันนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้

สิ่งเดียวที่จะทำได้

ก็คือรู้จักพลิกแพลงแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วยสติ

และวาดภาพของตัวเองต่อไปด้วยความระแวดระวังมากขึ้น

ทุกคนมีดินสอหนึ่งแท่งเพื่อจะวาดภาพชีวิตของเราให้สวยงาม

แต่เราไม่มียางลบสักก้อนที่จะเอาไปลบสิ่งที่เราทำผิดพลาดมาแล้วได้

ดังนั้นเราต้องตั้งใจ และมีสติทุกครั้งที่ลากเส้น

และถึงแม้ภาพที่เราวาดจะออกมาไม่เหมือนกับภาพที่เราฝันไว้สักเท่าไหร่

แต่มันก็มาจากมือของเรา เราควรจะภูมิใจกับมันได้เสมอ

ไม่ต้องกลัวหรอก แม้จะรู้ดีว่าสักวันหนึ่ง

เราอาจลากเส้นบิดเบี้ยวไปบ้างเพราะถึงอย่างไร ฉันเชื่อว่า

ถ้าสมองและหัวใจของเราทำงานอย่างเต็มที่

ภาพชีวิตของเราก็งดงามได้ โดยไม่ต้องใช้ยางลบ

ความรัก




♥•.¸¸ .•*´¨`*•Coffee In Love•*´¨`*•.¸¸.•♥♥

ถ้าความรักดั่งกาแฟสำเร็จรูป
เหมือนรสจูบไร้ดื่มด่ำฉ่ำความหวาน
ทั้งฉาบฉวยรวบรัดเกินทัดทาน
อาจร้าวรานเมื่อรักร้างต่างรุนแรง

ให้ความรักดั่งกาแฟที่ใหม่สด
คั่วและบดหยาบป่นจนหอมแห้ง
กรองใส่ถ้วยรินน้ำร้อนร่อนตะแกรง
กรุ่นกลิ่นแรงหอมหวลชวนให้รอ

ทีละหยดทีละหยดสดลงแก้ว
แท้จริงแล้วต้องอดทนมิย่นย่อ
กลั่นความรักจากใจให้เพียงพอ
ความสุขก่อคุ้มค่าท้าให้คอย

เติมความหวานด้วยน้ำตาลผสานผสม
ลดความขมนมเสริมเพิ่มอร่อย
รสกลมกล่อมจิบอุ่นอุ่นสูดกลิ่นลอย
ทีละน้อยค่อยค่อยดื่มลืมไม่ลง

เหมือนกับการกลั่นกรองของความรัก
จะประจักษ์รักยิ่งใหญ่ใช่ความหลง
เฝ้าถนอมน้ำใจให้ยืนยง
ไม่หวือหวาแต่มั่นคงและจริงใจ



คุณจะคิดถึงใครเมื่อคุณเศร้า






มีชายคนหนึ่ง รักผู้หญิงสองคนพร้อมๆ กัน
และไม่รู้ว่ารักใครมากกว่ากัน
มีคนสอนว่า เมื่อคุณมีเรื่องสุขใจ
ใครกันเล่าเป็นคนแรก ที่คุณคิดจะบอก?
คนที่คุณคิดถึงก่อนคนแรก แท้จริงคือ คนที่คุณรักมากกว่า(หน่อย)
ไม่.. นี่ไม่ใช่วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ความรัก


เวลาที่คุณมีเรื่องทุกข์ใจ ใครกันเล่าที่คุณ คิดถึงก่อน?
คนที่คุณคิดถึงก่อนนั่นแหละคือ คนที่คุณรักมากกว่า หากคนที่คุณคิดถึงก่อนทั้งเวลาสุข และทุกข์คือ คนๆ เดียวกัน
นั่นคือสิ่งที่วิเศษสุด
แต่หากว่าเป็นคนละคนกัน
เราแนะนำให้คุณเลือก
คนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณ เวลาคุณมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ

ชีวิตคนเราทุกข์มากกว่าสุข เวลาคุณมีความสุข
มีคนมากมายที่พร้อมจะแบ่งปันความสุขกับคุณ
ไม่เพียงแต่เฉพาะแฟนสุดที่รัก แม้กระทั่งเวลามีความสุข
คุณยังสามารถอยู่ตัวคนเดียวได้
แต่ไม่ใช่จะทุกคนที่พร้อมจะแบ่งปันความทุกข์ของคุณ
คนที่คุณพร้อมแบ่งปันความทุกข์ด้วย
แท้จริงคือ คนที่คุณต้องการมากที่สุดและอยากอยู่ใกล้ชิดมากที่สุด

ในทางกลับกัน คนที่คิดถึงคุณเวลามีความสุข
และไปหาผู้อื่นเวลามีความทุกข์ เป็นคู่รักที่ไม่มั่นคงเอาเสียเลย
เพราะเขาคนนั้นไม่คิดจะให้คุณเป็นคู่รัก
ที่อยู่ร่วมทุกข์สุขด้วยตลอดชีวิต
เราคงดีใจถ้าหากคนที่เรารัก
คิดถึงเราก่อนในเวลาที่เขามีความสุข
แต่ถ้าอยากอยู่ใกล้ชิดเราเวลาที่เขามีความทุกข์เศร้า
พร้อมให้เราเห็นตัวเขาในสภาพที่เขาอ่อนแอทุกข์ร้อน
เราเชื่อว่าเราต้องมีความสำคัญมากๆ ในสายตาของเขา
.............
ในเวลาที่คุณมีความทุกข์เศร้า คุณคิดแบ่งปันกับใคร?